สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมาเผยแพร่คำเตือนเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ระบุว่าไข้หวัดใหญ่ติดเชื้อและแพร่กระจายได้ง่าย โดยพบการระบาดได้ในสถานที่รวมกลุ่ม เช่น โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานดูแลผู้สูงอายุ เรือนจำ ค่ายทหาร และสถานที่ทำงาน.[1]
ข่าวของ สคร.9 รายงานข้อมูลเขตสุขภาพที่ 9 ระหว่างวันที่ 1–14 กันยายน 2569 ว่าพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสม 2,197 ราย และไม่พบรายงานผู้เสียชีวิตในช่วงข้อมูลดังกล่าว ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลของเขตสุขภาพที่ 9 ตามช่วงเวลาที่หน่วยงานระบุ ไม่ใช่ตัวเลขของจังหวัดแพร่หรือข้อมูลทั่วประเทศ.[1]
กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรครายงานผลเฝ้าระวังโครงการ Flu-RightSize ในสัปดาห์ที่ 35–36 (23 สิงหาคม–5 กันยายน 2569) ซึ่งเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยในโรงพยาบาลเครือข่าย 8 จังหวัด รายงานว่าจากตัวอย่าง 318 ราย ตรวจพบเชื้อ 230 ราย และระบุว่าเริ่มตรวจพบเชื้อ Influenza และ SARS-CoV-2 เพิ่มขึ้น ข้อมูลนี้มาจากระบบเฝ้าระวังของโครงการ ไม่ใช่การนับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทั้งหมดในประเทศไทย.[2]
อาการที่ควรสังเกต
ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย หรืออ่อนเพลียเป็นอาการที่ข่าว สคร.9 ระบุไว้ หากป่วยควรสวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น พักรักษาตัวที่บ้าน และหลีกเลี่ยงใกล้ชิดเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว หากหอบเหนื่อย หายใจลำบาก ซึมลง รับประทานอาหารหรือน้ำได้น้อย หรือมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์.[1]
7 กลุ่มที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ
สคร.9 ระบุ 7 กลุ่มที่ควรเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามคำแนะนำ ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป เด็กอายุ 6 เดือน–2 ปี ผู้มีโรคเรื้อรังตามเกณฑ์ ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ผู้ป่วยธาลัสซีเมียหรือผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้มีภาวะอ้วนตามเกณฑ์ รายละเอียดสิทธิและสถานบริการควรตรวจสอบกับหน่วยบริการสุขภาพใกล้บ้าน หรือสอบถามสายด่วน สปสช. 1330.[1]
ป้องกันตนเองด้วยหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด”
ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจามและสวมหน้ากากเมื่อป่วย ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ เลี่ยงการคลุกคลีผู้ป่วยและสถานที่แออัดที่อากาศถ่ายเทไม่ดี และหยุดเรียน หยุดงาน หรือหยุดกิจกรรมเมื่อป่วยจนกว่าอาการจะดีขึ้น.[1]
หากมีอาการรุนแรงให้รีบพบแพทย์ และติดตามข้อมูลเฝ้าระวังจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง